Subscribe to RSS feed

«

»

Aug
29

คำประพันธ์และความงามของภาษา

คำประพันธ์และความงามของภาษา
๑.ภาพพจน์
ภาพพจน์ หมายถึง ถ้อยคำที่ทำให้เกิดภาพในใจ
ภาพพจน์ เป็นเรื่องของภาษา เป็นเรื่องของศิลปะการใช้เสียงของคำการเปรียบเทียบคำ การใช้คำที่เป็นรูปธรรมเรียกสิ่งที่เป็นนามธรรม เป็นต้น
๑.๑ อุปมา (Simile)
อุปมา คือการเปรียบเทียบสิ่งที่เหมือนกัน อุปมา เป็นสิ่งที่นำมากล่าวเปรียบเทียบอุปไมยคือเนื้อความที่ต้องการกล่าวมักใช้คำ เชื่อมระหว่างอุปมาอุปไมย เช่น คำว่า เหมือน เปรียบ ดังดุจ ประหนึ่ง ละม้าย เสมอ เหมือน ปาน พียง ราว เทียบ เทียม ฯลฯ เช่น
สูงระหงทรงเพรียวเรียวรูด งามละม้ายคล้ายอูฐกะหลาป๋า
พิศแต่หัวตลอดเท้าขาวแต่ตา ทั้งสองแก้มกัลยาดังลูกยอ
คิ้วก่งเหมือนก่งเขาดีดฝ้าย จมูกละม้ายคล้ายพร้าขอ
หูกลวงดวงพักตร์หักงอ ลำคอโตตันสั้นกลม
๑.๒ อุปลักษณ์ (Metaphor)
อุปลักษณ์เป็นการกล่าวเปรียบเทียบวิธีหนึ่งแต่ต่างกับอุปมาตรงที่อุปลักษณ์ จะไม่กล่าวเปรียบต่างๆใช้วิธีกล่าวเป็นนัยให้เข้าใจเอาเองบางครั้งไม่มีคำ เชื่อมให้เห็นชัดอย่างอุปมา เช่น
อิดโรยโหยหิวผิวเผือด คือมีดกรีดเชือดเลือดไหล
เหน็ดเหนื่อยเมื่อยเหน็บเจ็บใจ ทรามวัยทอดองค์ลงพัก (กนกนคร)
เธอตายเพื่อจะปลุกให้คนตื่น
เธอตายเพื่อผู้อื่นนับหมื่นแสน
เธอเป็นดินก้อนเดียวในดินแดน
แต่จะหนักและจะแน่นเต็มแผ่นดิน (เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูล)

๑.๓ บุคลาธิษฐาน ( Personification ) หรือ บุคคลวัต
บุคลาธิษฐานมาจากคำว่า บุคคล+อธิษฐาน คือ อธิษฐานให้กลายเป็นบุคคล หมายถึง ภาพพจน์ที่กล่าวถึงสิ่งที่ไม่มีชีวิต ไม่มีวิญญาณ ไม่มีความคิดหรือสิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช้มนุษย์ทำกิริยา เสมือนเป็นสิ่งที่มีชีวิตที่มีวิญญาณมีความรู้สึกนึกคิด เช่น ฟ้าร้องไห้ ใบไม้เริงระบำ ภาพพจน์เหล่านี้จะทำให้สิ่งที่กล่าวถึงมีชีวิตชีวา ผู้รับสารก็จะมองเห็นภาพสิ่งเหล่านั้นเคลื่อนไหวทำกิริยาอาการเหมือนคน มีอารมณื มีความรู้สึก และสามารถสื่อความรู้สึกนั้นมาสู่ผู้รับสารได้ตัวอย่างง่าย ๆ เห็นได้จากนิทานสัตว์ที่ตัวละครสัตว์สามารถพูดได้ แสดงบทบาทเหมือนมนุษย์ หรือแก้วสารพัดนึกที่สามารถบันดาลสิ่งต่างๆตามที่เจ้าของสั่งได้ก็คือภาพ พจน์เป็นประเภทบุคลาธิษฐานนี้เอง เช่น
วันนี้แพรสีแสดของแดดกล้า
ห่มทุ่งหญ้าป่าเขาอย่างเหงาหงอย
โดนแรงลมริ้วฝุ่นหมุนตัวลอย
เรา-ค่อยค่อยคว้างหล่นซบบนดิน (สันติ ธนะเลิศ, “รำพึงแห่งใบไม้”)

๑.๔ อติพจน์ ( Hyperbole)
อติพจน์ คือการกล่าวเกินจริง อาจมากเกินจริงหรือน้อยเกินจริงก็ได้ภาพพจน์ชนิดนี้นิยมใช้กันมากแม้ในภาษา พูด เพราะเป็นการเปรียบเทียบที่เห็นภาพได้ง่าย และสามารถแสดงอารมณ์ความรู้สึกของกวีได้อย่างชัดเจน
เสียงไห้ทุกราษฏร์ไห้ ทุกเรือน
อกแผ่นดินดูเหมือน จักขว้ำ
บเห็ตะวันเตือน ดาวมืด มัวนา
แลแห่งใด เห็นน้ำ ย่อมน้ำตาคน
(ลิลิตพระลอ)

๑.๕ ปฏิทรรศน์ (Paradox)
ปฏิทรรศน์ คือการใช้ถ้อยคำทีมีความหมายตรงข้ามกันหรือขัดแย้งกัน มากล่าวอย่างกลมกลืนกัน ภาพพจน์ประเภทนี้ต้องวิเคราะห์ความหมายให้ลึกลงไปจึงจะเข้าใจ เพราะมักจะกล่าวในเชิงปรัชญา เช่น
(๑) ยิ่งรีบก็ยิ่งช้า
(๒) เป็นความมืดที่เวิ้งว้างสว่างไสว
(๓) ถี่ลอดตาช้าง ห่างลอดตาเล็น
(๔) เสียงกระซิบแห่งความเงียบ

๑.๖ สัทพจน์ ( Onematoboeia )
สัท แปลว่า เสียง สัทพจน์ หมายถึง ภาพพจน์ที่เลียนเสียง หรือแสดงลักษณะอาการต่างๆ เช่น เสียงดนตรี อาการของสัตว์ เป็นต้น การใช้ภาพพจน์ประเภทนี้จะทำให้รู้สึกเหมือนได้ยินเสียงของสิ่งนั้นจริงๆ เสียงของคำก็มีลักษณะเด่นอยู่ในตัว
ตัวอย่างเช่น
เสียงดนตรี ฆ้องหน่องหนองหน่องหน้อง ผรึ่งพรึ้งผรึงตะโพน (ตะโพน)
เสียงสัตว์ อ้อยอี๋เอียงอ้อยอี๋เอียงส่งเสียงร้อง (นกเอี้ยง)
เสียงธรรมชาติ น้ำพุพุ่งซ่า ไหลมาฉาดฉาน เห็นตระการเสียงกังวาน มันดังจอกโครมๆมันดังจอกๆโครมๆ (เพลง เขมรไทรโยค)

๑.๗ สัญลักษณ์ ( Symbol) คือ การเปรียบเทียบที่เรียกสิ่งหนึ่งสิ่งใดโดยใช้คำอื่นแทนคำที่ใช้เรียกนั้น เกิดจากการเปรียบเทียบและตีความซึ่งใช้กันมานานเป็นที่เข้าใจโดยทั่วไป เช่น
ดอกกุหลาบแดง หมายถึง ความรัก
สีขาว หมายถึง ความดี/วามบริสุทธิ์
กา หมายถึง ผู้ต่ำต้อยยากจน เป็นต้น
ตราชู หมายถึง ความยุติธรรม
๑.๘ นามนัย (Metonymy) คือ การใช้คำหือวลีซึ่งบ่งลักษณะหรือคุณสมบัติของสิ่งใดสิ่งหนึ่งมาแวดงความหมายสิ่งนั้นทั้งหมด เช่น
เวที หมายถึง การแสดงละคร
มงกุฎ หมายถึง กษัตริย์
นอกจากนี้ยังกล่าวถึงชื่อสถานที่แต่หมายถึง คน เช่น ลูกแม่โดม หมายถึง นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นต้น

๒.รสแห่งกาพย์กลอน
รสแห่งกาพย์กลอนไทยมี ๔ รส
๒.๑ เสาวรจนี (บทชมโฉม) คือการเล่าชมความงามของตัวละครในเรื่องซึ่งอาจเป็นได้ทั้งตัวละครมนุษย์และ อมนุษย์ หรือสัตว์ซึ่งการชมนี้อาจเป็นการชมความเก่งกล้าของกษัตริย์ ความงามของปราสาทราชวัง หรือความเจริญรุ่งเรืองของบ้านเมือง
เหลือบเห็นกวางขำดำขลับ งามสรรพสะพรั่งดังเลขา
งามเขาเห็นเป็นกิ่งกาญจนา งามตานิลรัตน์รูจี
คอก่งเป็นวงราววาด รูปสะอาดราวนางำอางศรี
เหลียวหน้ามาดูภูมี งามดังนารีชำเลืองอาย
ยามวิ่งลิ่วล้ำดังลมส่ง ตัดตรงทุ่งพลันผันกาย
(พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว)

๒.๒นารีปราโมทย์ (บทเกี้ยว โอ้โลม) คือการกล่าวข้อความแสดงความรัก ทั่งที่เป็นการพบกันในระยะแรก ๆ และในตอนที่โอ้โลมปฏิโลมก่อนจะถึงบทสังวาสนั้นด้วย
ถึงม้วยดินสิ้นฟ้ามหาสมุทร                  ไม่สิ้นสุดความรักสมัครสมาน
แม้นฃอยู่ในใต้หล้าสุธาธาร                  ขอพบพานพิศวาสไม่คลาดคลา
แม้นเนื้อเย็นเป็นห้วงมหรรณพ             พี่ขอพบศรีสวัสดิ์เป็นมัจฉา
แม้นเป็นบัวพี่เป็นภุมรา                        เชยผกาโกสุมปทุมทอง
เจ้าเป็นถ้ำอำไพขอให้พี่                        เป็นราชสีห์สมสู่เป็นคู่สอง
จะติดตามทรามสงวนนวลละออง       เป็นคู่ครองพิศวาสทุกชาติไป
(สุนทรภู่)
๒.๓ พิโรธวาทัง (บทตัดพ้อ) คือการกล่าวข้อความแสดงอารมณ์ไม่พอใจตั้งแต่น้อยไปจนมาก จึงเริ่มตั้งแต่ ไม่พอใจ โกรธ ตัดพ้อ ประชดประชัน กระทบกระเทียบเปรียบเปรย เสียดสี และด่าว่าอย่างรุนแรง
ครั้งนี้เสียรักก็ได้รู้      ถึงเสียชู้ก็ได้เชาวน์ที่เฉาฉงน
เป็นชายหมิ่นชายต้องอายคน           จำจนจำจากอาลัยลาน
(เจ้าพระยาพระคลัง (หน))

๒.๔ สัลลาปังคพิไสย (บทโศก) คือการกล่าวข้อความแสดงอารมณ์ โศกเศร้า อาลัยรัก
บทโศกของนางวันทองซึ่งคร่ำครวญอาลัยรักต้นไม้ในบ้านขุนช้างอันแสดงให้เห็น ว่านางไม่ต้องการตามขุนแผนไป แต่ที่ต้องไปเพราะขุนแผนร่ายมนต์สะกด ก่อนลานางได้ร่ำลาต้นไม้ก่อนจากไป จากเรื่องขุนช้างขุนแผนตอนขุนแผนพานางวันทองหนี
ลำดวนเอ๋ยจะด่วนปก่อนแล้ว เกดแก้วพิกุลยี่สุ่นสี
จะโรยร้างห่างสิ้นกลิ่นมาลี    จำปีเอ๋ยกี่ปีจะมาพบ
(พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิสหล้านภาลัย)

ลักษณะบังคับของบทร้อยกรอง
สัมผัส
สัมผัส คือ ลักษณะที่บังคับให้ใช้คำที่มีเสียงสัมผัสคล้องจองกัน สัมผัสเป็นลักษณะที่สำคัญมากในร้อยกรองของไทย คำประพันธ์ทุกชนิดต้องมีสัมผัส ชนิดของสัมผัสที่ควรรู้จัก ได้แก่

คู่ที่ ๑
ก.สัมผัสสระ            ข.สัมผัสอักษร
คู่ที่ ๒ ก.สัมผัสนอก           ข.สัมผัสใน

สัมผัสทั้ง ๒ คู่นี้ สัมพันธ์เกี่ยวข้องกันดังนี้
คู่ที่  ๑

ก. สัมผัสสระ ได้แก่ คำตั้งแต่ ๒ คำขึ้นไป ที่มีเสียงสระพ้องกัน หรือคล้องจองกันตามมาตรา ถ้าเป็นคำที่มี

ตัวสะกดก็ต้องเป็นตัวสะกดในมาตราเดียวกันดังตัวอย่าง
ปะ สัมผัส กับ        มะ พะ ระ
ดี สัมผัส กับ        ปี  มี ศรี
กิจ สัมผัส กับ        คิด มิตร ฤทธิ์
นาง สัมผัส กับ        บาง กลาง ล้าง
กุน สัมผัส กับ        คุณ  บุญ หนุน
ข้อ ควรระวัง

ไม่ควรใช้สระเสียงสั้นสัมผัส กับสระเสียงยาว เช่น
นัย           ไม่สัมผัสกับ      ราย พาย วาย
จันทร์      ไม่สัมผัสกับ      กาล วาร สาน

ข. สัมผัสอักษร
ได้แก่  คำที่ใช้พยัญชนะต้นเสียงเดียวกัน  อาจเป็นพยัญชนะตัวเดียวกัน หรือเป็นพยัญชนะเสียงสูงต่ำเข้าคู่กันก็ได้ (เช่น ข-ค, ส-ซ, ฉ-ช) หรือพยัญชนะควบชุดเดียวกันก็ได้ (เช่น กร ตร ปล พล) ดังตัวอย่าง
คำ         สัมผัสอักษรกับ     คู่ คอ แคน ขัน ฆ้อง
ชี้           สัมผัสอักษรกับ     ชน ชาม เชิญ ฉาย เฌอ
ตรา       สัมผัสอักษรกับ     ตรู ตริ ตรอง ไตร ตรุษ
ปลุก      สัมผัสอักษรกับ     ปลอบ เปลี่ยน ปลาย ปลิด เปลว
ขวัญ      สัมผัสอักษรกับ     ขวา แขวน ควัน ความ แคว้น

คู่ที่  ๒
ค. สัมผัสนอก เป็นสัมผัส บังคับ ได้แก่ สัมผัสที่ส่งและรับกันนอกวรรคเช่น ในกลอนแปด กาพย์ยานี และโคลงสี่สุภาพ ต่อไปนี้ได้โยงเส้นสัมผัสไว้ให้ดูในแต่ละบทแล้ว
ง. สัมผัสใน เป็นสัมผัส ไม่บังคับ มีคำที่สัมผัสคล้องจองกันอยู่ภายในวรรคเดียวกัน อาจเป็นสัมผัสสระ หรือสัมผัสอักษรก็ได้ แล้วแต่ความเหมาะสมและความพอใจของผู้แต่ง สัมผัสในช่วยให้บทร้อยกรองไพเราะขึ้น
คำครุ ลหุ
คำครุ ลหุ นี้ เป็นคำที่บังคับใช้เฉพาะร้อยกรองประเภทฉันท์เท่านั้นเครื่อง หมายที่ใช้แทนคำครุ มีลักษณะเหมือนไม้หันอากาศ คือ  ั ส่วน เครื่องหมายที่ใช้แทนคำลหุ มีลักษณะเหมือนสระอุ คือ

คำครุ (   ั )
เป็นคำที่มีเสียงหนัก  ได้แก่  คำทุกคำที่ประสมกับสระเสียงยาวในแม่ ก กา เช่น งา ชี้ สู้ แล้ ห่อ และคำที่ประสมกับสระเสียงสั้นก็ได้เสียงยาวก็ได้และมีตัวสะกดด้วย เช่น ขม คิด นึก ปาน โชค เล็บ นอกจากนั้นคำที่ประสมกับสระอำ ไอ ใอ เอา ซึ่งถือว่าเป็นเสียงมีตัวสะกด

ก็จัดเป็นคำครุเช่นเดียวกัน

คำลหุ ( ุ ) เป็นคำที่มีเสียงเบา ได้แก่ คำที่ประสมกับสระเสียงสั้นในแม่ ก กาเช่น จะ มิ ปุ และคำที่เป็นพยัญชนะตัวเดียว (ไม่มีรูปสระ) เช่นคำ ก็ ณ ธ บ่ บางทีเมื่อมีพยัญชนะ ๒ ตัวเรียงอยู่ด้วยกัน ก็จะอ่านออกเสียงสั้นเป็นลหุทั้ง ๒ ตัว เช่นจร (อ่าน จะ-ระ) มน (อ่าน มะ-นะ) พล (อ่าน พะ-ละ) วร (อ่าน วะ-ระ) ในที่ที่ต้องการลหุ ดังตัวอย่าง

คำเอก คำโท
คำเอกและคำโทนี้ใช้กับบทร้อยกรองประเภทโคลงและร่ายเท่า นั้น มีข้อกำหนดดังนี้

คำเอก

ก. ได้แก่คำหรือพยางค์ที่มีไม้เอกบังคับทั้งหมดไม่ ว่าพยัญชนะต้นของคำนั้นหรือพยางค์นั้นจะเป็นอักษรกลาง อักษรสูง หรืออักษรต่ำ เช่น ก่อ จ่ายดิ่ง ปู่, ข่า ฉ่ำ สุ่ม ห่าง, คู่ ง่าย ใช่ โล่ ฯลฯ
ข. ได้แก่คำหรือพยางค์ที่เป็นคำตายทั้งหมด จะเป็นเสียงวรรณยุกต์ใดก็ได้ ดังตัวอย่าง
- คำตายที่เป็นเสียงวรรณยุกต์เอก เช่น จาก ตัด แปลบ บาด ฯลฯ
- คำตายที่เป็นเสียงวรรณยุกต์โท เช่น คาด เชษฐ์ แพรก โลภ ฯลฯ
- คำตายที่เป็นเสียงวรรณยุกต์ตรี เช่น คิด เงาะ นับ เพชร ฯลฯ
ค.คำที่ไม่เคยใช้ไม้เอกเลย แต่นำมาแปลงใช้โดยเปลี่ยนพยัญชนะต้นและใช้วรรณยุกต์เอกบังคับ  เช่น ไข้ เป็น ไค่, ถ้ำ เป็น ท่ำ, แผ้ว เป็น แพ่ว เช่นนี้ก็อนุโลมให้เป็นคำเอกได้ แต่เรียกว่า เอกโทษ


คำโท
ก. ได้แก่คำหรือพยางค์ที่มีไม้โทบังคับทั้งหมด ไม่ว่าพยัญชนะต้นจะเป็นอักษรกลาง อักษรสูง หรืออักษรต่ำ ดังตัวอย่าง
- คำโทที่เป็นเสียงวรรณยุกต์โท เช่น กล้า ได้ ปั้น ข้อ ถ้วย หล้า ฯลฯ
- คำโทที่เป็นเสียงวรรณยุกต์ตรี เช่น ค้ำ นั้น พร้อม เฮ้ย ฯลฯ
ข.คำที่ไม่เคยใช้ไม้โท แต่นำมาแปลงใช้โดยเปลี่ยนพยัญชนะต้นและใช้วรรณยุกต์โทบังคับ เช่น คู่ เป็น ขู้, ง่อย เป็น หง้อย, เม่น เป็น เหม้น,  ย่อมเป็น หย้อม ฯลฯ เช่นนี้ก็อนุโลมให้เป็นคำโทได้ แต่เรียกว่า โทโทษ

ส่วนร่าย ที่ว่ามีการบังคับคำเอก คำโทนั้น หมายถึงเฉพาะตอนท้ายของร่ายแต่ละบทซึ่งจบด้วยโคลง สอง คำเอกและคำโทที่บังคับใช้อยู่เฉพาะส่วนที่เป็นโคลงสอง เท่านั้น
คำเป็น คำตาย
คำเป็น คำตายในที่นี้มีความหมายเช่นเดียวกับที่กล่าวไว้ในตำราอักขรวิธีนั่นเอง อาจสังเกตคำเป็น คำตาย ได้ดังนี้

คำเป็น

ก. ได้แก่พยางค์เสียงยาวในมาตรา  ก กา เช่น จ้อ ปู่ อา ฯลฯกับพยางค์ที่ประสมสระ อำ ไอ ใอ เอา เช่น ดำ ใบ ไม่ สำ ฯลฯ
ข.  ได้แก่พยางค์ที่มีตัวสะกดในมาตรา  กง กน กม เกย เกอว เช่น กรง ขัน คราม ง่อย โจร ปีน ราว ฯลฯ

คำตาย

ก. ได้แก่คำหรือพยางค์เสียงสั้นในมาตรา ก กา เช่น จะ ติ บ่ ฯลฯ
ข.  ได้แก่คำหรือพยางค์ที่มีตัวสะกดในมาตรา กก กด กบ เช่น กาก จุก ปิด ตรวจ พบ ลาภ ฯลฯ

หมายเหตุ
คำตายนี้ใช้แทนคำเอกในโคลงได้ (ดูข้อ ๕ คำเอก คำโท)
ในกลอนกลบทบางชนิด เช่น บทที่มีชื่อว่า “อักษรกลอนตาย” ก็ใช้คำตาล้วน ดังตัวอย่าง
เสียงวรรณยุกต์
เสียงวรรณยุกต์ หมายถึง คำที่มีเสียง ๕ เสียงตามอักขรวิธี  เสียงวรรณยุกต์นี้เป็นลักษณะสำคัญที่บังคับใช้ใน กลอน และ กาพย์บางชนิด จึงควรศึกษาให้รู้จักเสียงวรรณยุกต์ทุกเสียงอย่างแม่นยำ เพื่อจะได้สามารถใช้ได้อย่างถูกต้อง

หมายเหตุ :
เสียงวรรณยุกต์ที่เป็นข้อห้ามในกลอนมีอยู่บางเสียง ดังนี้
๑) คำสุดท้ายของวรรครับ ห้ามใช้เสียงสามัญ เสียงตรี
๒) คำสุดท้ายของวรรคส่ง  ห้ามใช้เสียงจัตวา แม้เสียงเอก เสียงโท  ก็ไม่นิยมใช้ (ดูรายละเอียดในหัวข้อที่ว่าด้วยการแต่งกลอน) เสียงที่ใช้ได้ คือ เสียงสามัญและเสียงตรี

ส่วนกาพย์ยานีนั้น คำ สุดท้ายของวรรคหลังของบาทโท ส่วนมากนิยมใช้วรรณยุกต์เสียง สามัญและเสียงจัตวา มีที่ใช้เป็นคำตายเสียงตรีอยู่บ้าง เสียงเอกและเสียงโทไม่ค่อยมีผู้นิยมใช้เป็นคำสุดท้ายของวรรค
คำนำ
คำนำในร้อยกรองหมาย ถึง คำที่ใช้ขึ้นต้นสำหรับร้อยกรองบางชนิด เช่น กลอนบทละคร  ขึ้นต้นด้วยคำต่อไปนี้ : มาจะกล่าวบทไป เมื่อนั้น บัดนั้น ฯลฯ ดังตัวอย่าง
น่าสังเกตว่า “มาจะกล่าวบทไป” ใช้เมื่อเริ่มเล่าเรื่อง “เมื่อนั้น” ใช้เมื่อกล่าวถึงผู้เป็นใหญ่ “บัดนั้น” ใช้เมื่อกล่าวถึงผู้น้อย
กลอนบทดอกสร้อย มักขึ้นต้นด้วย วรรคแรกสี่คำ คำที่สองต้องเป็น “เอ๋ย”คำที่ ๑ กับคำที่ ๓ ซ้ำคำเดียวกัน คำที่ ๔ เป็นคำอื่นที่มีความหมายรับกัน วรรคสุดท้ายของบทที่ ๒ ต้องลงท้ายด้วยคำ “เอย”
คำสร้อย
คำสร้อยเป็นคำที่ใช้ เติมลงท้ายวรรคบ้าง ท้ายบาทบ้าง ท้ายบทบ้าง เพื่อความไพเราะ หรือเพื่อทำให้ข้อความสมบูรณ์ ดังตัวอย่างคำสร้อยในโคลงสอง ของลิลิตพระลอ และคำสร้อยในโคลงสองท้ายบทร่าย

No comment yet

Leave a Reply

Your email address will not be published.

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>